Free Trade Area of the Asia-Pacific: FTA-AP

หมวดหมู่: TRADE & TRAVEL

การขับเคลื่อนการจัดทำเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก (Free Trade Area of the Asia-Pacific: FTA-AP)

 

ารขับเคลื่อนการจัดทําความตกลงการค้าเสรีเอเชีย แปซิฟิก (FTAAP) ในช่วงโควิด - 19 และอนาคต (Symposium on FTAAP in the COVID - 19 pandemic and beyond) ภายใต้กรอบการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค (APEC Ministers Responsible for Trade Meeting 2022: MRT) ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ จะเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 – 22 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

กลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย - แปซิฟิก (APEC) ซึ่งประกอบด้วย 21 เขตเศรษฐกิจ ได้แก่ ออสเตรเลีย แคนาดา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน ฮ่องกง นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา บรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ไทย จีนไทเป ชิลี เม็กซิโก ปาปัวนิวกินี เปรู รัสเซีย และเวียดนาม ได้จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2532โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมระบบการค้าพหุภาคี และสนับสนุนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคและของโลก ลดอุปสรรคและส่งเสริมการอำนวยความสะดวกทางการค้าสินค้า การค้าบริการระหว่างกัน โดยยึดแนวทางดำเนินการที่สอดคล้องกับหลัง WTO

โดย APEC ได้ระบุ เรื่องขับเคลื่อนสู่ FTAAP ไว้ในวิสัยทัศน์ปุตราจายา ของเอเปค พ.ศ. 2583 (2040) และในแผนปฏิบัติการ “เอาทีอารอ” (Aotearoa Plan of Action) ที่เป็นกรอบการทำงานของ APEC เอเปคในอีก 20 ปีข้างหน้า

 

ระเทศไทยในฐานะเจ้าภาพได้กำหนดธีมหลักในการประชุมเอเปคในปีนี้ คือ “Open. Connect. Balance”

OPEN คือการเปิดกว้างไปสู่ทุกโอกาสด้านการค้าการลงทุน และการส่งเสริมการรวมตัวทางเศรษฐกิจและการขับเคลื่อนการจัดทำ FTAAP  ผ่านมุมมองใหม่ที่เรียนรู้จากสถานการณ์โควิด-19 เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ทุกภาคส่วนในสังคม ส่วน CONNECT คือการเชื่อมโยงในทุกมิติโดยเฉพาะการฟื้นฟูการเดินทางระหว่างกันที่สะดวกและปลอดภัย รวมทั้งความเชื่อมโยงทางดิจิทัลและห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค และสุดท้าย BALANCE คือการสร้างสมดุลของการเจริญเติบโตและการพัฒนาอย่างรอบด้าน ผ่านการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ โดยประเด็นสำคัญคือการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและสร้างความมั่นคงทางอาหาร การเกษตร เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน

นอกจากนี้ ระเทศไทยได้นำโมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจสีเขียวหรือที่เรียก BCG Model (Bio-Circular-Green Economy) มาเป็นแนวทาง หรือแนวคิดหลักในการขับเคลื่อน SMEs และ Micro SMEs ของทั้ง 21 เขตเศรษฐกิ

 

การขับเคลื่อนการจัดทำเขตการค้าเสรีเอเชีย - แปซิฟิก (FTAAP) เป็นการรวมพลังขับเคลื่อนจากความร่วมมือทางเศรษฐกิจของกลุ่มเขตเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก 21 เขตเศรษฐกิจ ซึ่งตั้งเป้าหมายไว้ในปี 2040 หากสำเร็จจะกลายเป็น FTA ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยได้มีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของ APEC ในภาพรวมจะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในระดับปานกลาง GDP ของเอเปค ขยายตัวร้อยละ 5.9 ในปี 2564 และจะขยายตัวต่อเนื่องในอัตราร้อยละ 4.2ในปี 2022 และน่าจะขยายตัวร้อยละ 3.8 ในปี 2023

APEC เนื่องจากมีประชากรรวมกันถึง 2,900 ล้านคน คิดเป็น 38% ของประชากรโลกและจะมี GDP คิดเป็นร้อยละ 62 ของ GDP โลกมีมูลค่าประมาณ 52 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1,768 ล้านล้านบาท มูลค่าการค้าจาก 21 เขตเศรษฐกิจ มีมูลค่า 608 ล้านล้านบาท หรือ 18 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และคาดการณ์ว่ามูลค่าการค้าในกลุ่ม 21 เขตเศรษฐกิจ จะเพิ่มขึ้นประมาณ 200-400% สำหรับประเทศไทยปัจจุบันเรามีมูลค่าการค้ากับ 21 เขตเศรษฐกิจ 12.2 ล้านล้านบาทหรือคิดเป็น 385,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ถ้าเป็น FTAAP ในปี 2040 จริง จะขยายตัว 200-400%เช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าที่ผ่านมา FTAAP ยังคงมีความคืบหน้าไม่มากนัก แต่เนื่องจากในปี 2022 นี้ ประเทศไทยได้มีโอกาสได้เป็นเจ้าภาพต่อจากนิวซีแลนด์ จึงได้กำหนดTheme สำคัญในการประชุมเอเปคครั้งนี้ไว้ 3 เป้าหมาย ประกอบด้วย  “Open. Connect. Balance.” คือ การที่เราจะเปิดกว้างให้มีการเคลื่อนไหวทางการค้าการลงทุนระหว่างกันของกลุ่มเศรษฐกิจเอเปค การเชื่อมโยงทางการค้าการลงทุนทั้งภาคการผลิต ห่วงโซ่การผลิต การตลาดร่วมกันในกลุ่มเขตเศรษฐกิจเอเปค และสร้างสมดุลทั้งในสิ่งแวดล้อมและการค้าการลงทุนให้ทั้ง 21 เขตเศรษฐกิจได้ประโยชน์ร่วมกัน และประเทศไทยเตรียมขับเคลื่อนประเด็นนี้ต่อเนื่องในการประชุมสุดยอดผู้นำ APEC 2022 นช่วงเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้

ข้อดี FTA-AP

1. เขตเศรษฐกิจทั้ง 21 เขต จะได้รับประโยชน์โดยตรงอย่างน้อยในเรื่องอัตราภาษีจะเป็นศูนย์ระหว่างกัน เมื่อ FTA กฎระเบียบการค้าเป็นกฎระเบียบฉบับเดียวกัน และจะมีการเปิดตลาดระหว่างกันทั้งในส่วนของสินค้าและบริการ รวมทั้งการส่งเสริมการลงทุนระหว่างกัน
2. คาดการณ์ว่ามูลค่าการค้าในกลุ่ม 21 เขตเศรษฐกิจ จะเพิ่มขึ้นประมาณ 200-400%
3. FTA-AP ช่วยให้มีความหลากหลายและสามารถบริหารจัดการต้นทุนการค้า บริการได้หลากหลายมากขึ้น มีความยืดหยุ่นมากขึ้น มีวัตถุดิบมากขึ้น มีแรงงาที่หลากหลายและสามารถเคลื่อนย้ายแรงงานได้เสรีมากขึ้น รวมถึงการเคลื่อนย้ายการลงทุนระหว่างเขตเศรษฐกิจจะมีความคล่องตัวมากขึ้น
4. FTAAP เป็นเหมือน Convergence ในด้านต่างๆ เช่น ความแตกต่างในเรื่องของมาตรฐานสินค้าบริการของแต่ละประเทศ ความแตกต่างของประเทศพัฒนาแล้ว กำลังพัฒนาและด้อยพัฒนา สามารถหาแนวทางความร่วมมือกันทางเศรษฐกิจบนเวทีนี้ได้
5. กรอบความตกลงดังกล่าวจะสนับสนุน MSME ส่งเสริมให้ประชากรประเทศสมาชิกหลุดพ้นจากความยากจน มีการเดินทางท่องเที่ยวเสรีระหว่างกัน การนำเข้าส่งออกเชื่อมโยง ณ จุดเดียว (Single window) เป็นต้น

 

ข้อสังเกต FTA-AP

1. FTAAP เป็นกรอบความร่วมมือในทุกมิติของชาติสมาชิก APEC ควรเน้นเรื่องความร่วมมือ มากกว่าการเจรจาที่ต้องมีส่วนได้ส่วนเสียเหมือนการเจรจา FTA ที่ผ่านมา ข้อควรระวังในเรื่องการมีกรอบความตกลงที่เข้มงวดและต้องมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในแต่ละข้อบทการเจรจานั้น อาจส่งผลต่อการฟ้องร้องากกว่าความร่วมมือ
2. สถานการณ์โลกตอนนี้เป็นวิกฤติซ้อนวิกฤติ ทั้งสงครามการค้า การแพร่ระบาดโควิด-19 สงครามรัสเซีย ยูเครน หลายประเทศเริ่มมองเรื่องของ Protectionism โดยเฉพาะเรื่องของ Security อาทิ ความมั่นคงด้านอาหาร พลังงาน การเงินการคลัง การทำ FTA ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก อาจไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่ผ่านมาต้องคำนึงถึงปัจจัยที่ไม่สามารถคาดเดาได้
3. โลกกำลังเข้าสู่บริบทที่เรียกว่า the Great decoupling หรือการแบ่งกลุ่มออกเป็น 2 ขั้ว คือ Eastern bloc (ขั้วตะวันตก) นำโดยสหรัฐฯ และ Eastern bloc (ขั้วตะวันออก) ประเทศไทยต้องเป็นโซ่ข้อกลาง ไม่เลือกข้างใดข้างหนึ่ง พร้อมเป็นพันธมิตรกับทุกประเทศ
4. จับตการประชุมสุดยอดผู้นำ APEC ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2565 นี้ เนื่องจากอาจมีเรื่องของขั้วทางการเมืองระหว่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้อง ในช่วงสถานการณ์ที่ค่อนข้างเปราะบาง
5. จากวิกฤตการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่า FTAAP ต้องมองมิติการเจรจาอีกรูปแบบหนึ่ง โดยอาจต้องคำนึงถึงเรื่องของ Essential goods โดยเฉพาะประเด็นด้านสาธารณสุข การเข้าถึงยารักษาโรคภาคประชาชน การจำกัดการนำเข้าส่งออกเมื่อมีสถานการณ์วิกฤติหรือสถานการณ์ฉุกเฉิน กำหนดภาษีนำเข้าในช่วงวิกฤติ และการอำนวยความสะดวกทางการค้า

24 กรกฎาคม 2565

ผู้ชม 83 ครั้ง

Engine by shopup.com