การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี

หมวดหมู่: TRADE & TRAVEL

การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี

กับโครงการรับชำระค่าภาษีอากรเพิ่ม ณ จุดเดียว (One Stop Service)

นายศิโรจน์ นาคถนอม ผู้อำนวยการส่วนปฏิบัติการตรวจสอบ 2 กองตรวจสอบอากร กรมศุลกากร

กรมศุลกากรมีนโยบายเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่าง กรมศุลกากรกับผู้ประกอบการ ส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของกรมศุลกากร รวมถึงอำนวยความสะดวกในการจัดเก็บค่าภาษีอากรให้แก่ผู้ประกอบการที่ชำระอากรไว้ไม่ครบถ้วน เปิดโอกาสให้พนักงานศุลกากรได้มีช่องทางสื่อสารกับผู้ประกอบการให้เข้าใจถึง กฎ ระเบียบ และวิธีปฏิบัติงานของพนักงานศุลกากร ซึ่งเป็นการเพิ่มความเข้าใจที่ดีต่อกันและส่งผลให้กรมศุลกากรจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้น จึงได้จัดทำโครงการรับชำระค่าภาษีอากรเพิ่ม ณ จุดเดียว (One Stop Service) เป็นการเพิ่มช่องทางในการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษีอากร

กองตรวจสอบอากร ได้ประชาสัมพันธ์โครงการฯ ให้กับผู้ประกอบการผ่านช่องทางอินเตอร์เน็ตเว็บไซต์ www.customs.go.th หัวข้อข่าวประชาสัมพันธ์ ส่งจดหมายให้กับสมาคมต่างๆ จำนวน 20 สมาคม และประชาสัมพันธ์โครงการฯ ทางสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ กว่า 20 ฉบับ อาทิ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ เป็นต้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีความสนใจเข้าร่วมโครงการฯ ดังกล่าวเป็นจำนวนมาก โดยลักษณะของโครงการฯ มีความน่าสนใจดังนี้

1. โครงการรับชำระค่าภาษีอากรเพิ่ม ณ จุดเดียว เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่สุจริตแต่อาจชำระค่าอากรไว้ไม่ครบถ้วน ได้ทบทวนตนเองในประเด็นที่ผู้ประกอบการมีข้อสงสัย และมีหนังสือแจ้งความประสงค์ขอเข้าร่วมโครงการฯ ถึงกองตรวจสอบอากร และมาชำระค่าอากรและค่าภาษีอื่นๆ ที่ขาดให้ครบถ้วน

2. ผู้ประกอบการที่มาชำระอากรและค่าภาษีอื่นๆ ที่ขาดให้ครบถ้วนตามโครงการฯ จะได้รับการพิจารณาผ่อนผันการปรับ

3. ผู้ประกอบการจะต้องชำระเงินเพิ่มตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 โดยให้ได้รับการลดเงินเพิ่ม ตามกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์การลดเงินเพิ่ม พ.ศ. 2560

4. กองตรวจสอบอากรเป็นผู้ดำเนินการจัดเก็บอากรและค่าภาษีอื่นๆ ที่ขาด ณ จุดเดียวโดยผู้ประกอบการไม่ต้องไปดำเนินพิธีการตามด่านศุลกากรที่นำเข้า

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่นำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรโดยลักลอบหนีศุลกากร หรือมีเจตนาทุจริตปรากฏพยานหลักฐานชัดเจนในการหลีกเลี่ยงอากร หรือนำเข้าสินค้าเป็นของต้องห้ามต้องกำกัด หรือสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา หรืออยู่ระหว่างการดำเนินการตรวจสอบหลังการตรวจปล่อย ตรวจค้น หรือถูกดำเนินคดีในความผิดทางศุลกากรโดยหน่วยงานอื่น เช่น กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการฯ นี้ได้

โดยที่ผ่านมาการดำเนินโครงการฯ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2564 มีผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมัครเข้าร่วมโครงการฯจำนวน 52 ราย (ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2564) ยอดจัดเก็บรายได้ 511,725,672 บาท (ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2564)

 


ปัจจุบัน สามารถจัดเก็บรายได้รวมค่าภาษีอากรทุกประเภท เป็นเงิน 939,547,243.89 บาท และมีผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 273 ราย

แต่ในปัจจุบันการเข้าร่วมโครงการฯ ผู้ประกอบการจำเป็นต้องมายื่นเอกสารด้วยตนเอง ต้องใช้เอกสารจำนวนมาก ทำให้สิ้นเปลืองเวลาและค่าใช้จ่าย อีกทั้งยังต้องเดินทางมารับใบสั่งเก็บเงินที่กรมศุลกากรเท่านั้น และไม่สามารถติดตามสถานะของตนเองได้  เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการที่มีความประสงค์จะเข้าร่วมโครงการฯ ให้ได้รับความสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น

ประกอบกับโครงการรับชำระค่าภาษีอากรเพิ่ม ณ จุดเดียว เป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์ชาติ ยุทธศาสตร์ด้านที่ 6 การปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ และแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็น 20 การบริการประชาชนและประสิทธิภาพภาครัฐ กองตรวจสอบอากรได้มีการเสนอให้มีการพัฒนารูปแบบการเข้าร่วมโครงการฯ ติดตามสถานะ ตลอดจนสามารถชำระค่าภาษีอากรและรับใบเสร็จรับเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ (e-Voluntarily Pay Tax)

โดยมีการเชื่อมโยงข้อมูลกับระบบของกรมศุลกากร อาทิ ระบบทะเบียนผู้มาติดต่อ ระบบป้องกันและปราบปราม ระบบ e-Import ระบบ e-Export และ ระบบ e-Payment ซึ่งจะเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการและประชาชนผู้มาติดต่อกับกองตรวจสอบอากร กรมศุลกากร อีกทั้งเป็นไปตามนโยบาย ไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล ต่อไป

 

24 กรกฎาคม 2565

ผู้ชม 74 ครั้ง

Engine by shopup.com