Logistics Mag Magazine Vol.50

หมวดหมู่: Logistics Mag Magazine

Logistics Mag Magazine Vol.50

LMG Apr-Jun FinalDownload

 

PAT's Logistics Service Improvement

as World Top Leader Port

การท่าเรือ ยกระดับการให้บริการโลจิสติกส์

ก้าวสู่การเป็นท่าเรือชั้นนำระดับโลก

 

การท่าเรือแห่งประเทศไทย ยกระดับการให้บริการโลจิสติกส์ ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจโลก เร่งแผนพัฒนาท่าเรือเพื่อสนับสนุน-ส่งเสริมขีดความสามารถ เดินหน้าพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ขั้นที่ 3 ให้มีขีดความสามารถแข่งขันกับต่างประเทศ พร้อมมุ่งสู่ Intermodal Transport  เชื่อมโยงโครงข่ายการขนส่งสินค้าและระบบโลจิสติกส์ทั้งภายในและภายนอกประเทศ

 

            การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ในฐานะเป็นประตูการค้าหลักด้านการขนส่งทางน้ำระหว่างประเทศและภายในประเทศ มุ่งมั่นพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าทางน้ำ โดยเร่งพัฒนาและบริหารจัดการท่าเรือแหลมฉบัง (ทลฉ.) ให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศ พัฒนาสู่การเป็นศูนย์กลางการเปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่ง (Intermodal Transport) ที่สามารถเชื่อมโยงโครงข่ายการขนส่งสินค้าและระบบโลจิสติกส์ทั้งภายในและภายนอกประเทศ (Transit & Transshipment) ดยมุ่งลดต้นทุนโลจิสติกส์ในองค์รวมและเพิ่มประสิทธิภาพด้านการนำเข้าส่งออก เพื่อเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจโลก รวมถึงการส่งเสริมและพัฒนาระบบขนส่งที่ลดการใช้พลังงาน เพิ่มพลังงานสะอาด และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

เรือโท กมลศักดิ์ พรหมประยูร ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ได้แสดงทรรศนะเกี่ยวกับนโยบายในการบริหารงานว่า การพัฒนา ทลฉ. ระยะที่ 3 จะต้องเร่งผลักดันให้สำเร็จโดยเร็ว เพื่อขานรับนโยบายรัฐบาลในโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern economic Corridor Development : EEC) ให้เป็นเขตเศรษฐกิจชั้นนำของอาเซียน และเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคตต่อไป ในส่วนของท่าเรือกรุงเทพ (ทกท.) เรามีแผนงานที่จะเร่งพัฒนาในการบริหารงานขององค์กรในเชิงธุรกิจ ด้วยการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล

รวมทั้งขยายธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องที่เชื่อมโยงโครงข่ายการขนส่งทางน้ำและระบบโลจิสติกส์ กระจายการขนส่งทางถนนและทางรางไปสู่ผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี รวมทั้งการพัฒนาสินทรัพย์ในเชิงธุรกิจ เพื่อให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับองค์กร เพิ่มผลตอบแทนและรายได้จากสินทรัพย์ต่างๆ ที่สามารถก่อให้เกิดรายได้ พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้จ่ายและลงทุน พัฒนาและขยายบริการธุรกิจ มุ่งเน้นการทำการตลาดเชิงรุก

สำหรับการพัฒนาท่าเรือภูมิภาคเชื่อมโยงการขนส่งและโลจิสติกส์ที่สำคัญในภูมิภาคนั้น ในการบริหารท่าเรือภูมิภาค ได้แก่ ท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน (ทชส.) และท่าเรือเชียงของ (ทชข.) จะเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการให้บริการพัฒนาสู่การเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางน้ำในอนุภูมิภาค ลุ่มแม่น้ำโขงที่มีมาตรฐาน มุ่งเน้นให้ท่าเรือระนอง (ทรน.) เป็นท่าเรือหลักฝั่งอันดามันที่ได้มาตรฐาน จะเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการขยายความร่วมมือกับท่าเรือพันธมิตร ยกระดับให้เป็นศูนย์กลางการขนส่ง สู่กลุ่มประเทศ BIMSTEC สนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในการโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (Southern Economic Corridor : SEC) ของประเทศ นอกจากนี้ ยังมีภารกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ให้กับชุมชนรอบให้มีสภาพแวดล้อมและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

 

กทท. มุ่งสู่การเป็น “องค์กรสมรรถนะสูง”

กทท. มุ่งพัฒนาสู่มาตรฐานท่าเรือชั้นนำระดับโลก โดยวางกรอบยุทธศาสตร์อย่างชัดเจน ได้แก่ ยุทธศาสตร์การพัฒนาการบริการ, โครงสร้างพื้นฐานท่าเรือให้มีมาตรฐานในระดับโลก, ยุทธศาสตร์การพัฒนาสู่การเป็นประตูการค้าหลักและศูนย์กลางการเปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่ง,ยุทธศาสตร์การพัฒนาสินทรัพย์ในเชิงธุรกิจเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและยุทธศาสตร์การพัฒนาการให้บริการและกระบวนการทำงานสู่การเป็น “องค์กรสมรรถนะสูง”

เรือโท กมลศักดิ์ กล่าวว่า เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่ตั้งไว้ คือการปรับปรุงประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐาน สิ่งอำนวยความสะดวก เครื่องมือทุ่นแรง รวมถึงกระบวนการทำงานภายใน พร้อมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การพัฒนารูปแบบการให้บริการ ทั้งธุรกิจหลักและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ให้สามารถเชื่อมโยงโครงข่ายการขนส่งสินค้าและระบบโลจิสติกส์ สนับสนุนการปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่ง “ทางบก - ราง –น้ำ” ให้สามารถแข่งขันเชิงรุก พัฒนาระบบขนส่งเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ส่งเสริมและพัฒนาระบบการขนส่ง ที่ลดการใช้พลังงาน พึ่งพิงพลังงานสะอาด และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

รวมทั้งบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนพัฒนาการขนส่งและโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย เชื่อถือได้ สร้างการเชื่อมโยงระหว่าง การขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ ลดต้นทุนโลจิสติกส์ ส่งเสริมการขนส่งทางรางและทางน้ำ ให้เป็นรูปแบบการขนส่งหลัก (Model Shift) บูรณาการและเชื่อมโยงการขนส่งรูปแบบต่างๆ ให้ทั่วถึงเพียงพอ และมีประสิทธิภาพ

 

โครงการที่เร่งดำเนินการเพื่อสนับสนุน

การเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางทะเลของภูมิภาค

ท่าเรือแหลมฉบังเป็นท่าเรือหลักของประเทศ มีการขนส่งตู้สินค้าผ่านท่าเรือเป็นอันดับที่ 20 ของโลก เป็นศูนย์กลางการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบของอาเซียนที่เชื่อมโยงโครงข่ายโลจิสติกส์สู่การค้าโลกแบบไร้รอยต่อ ปัจจุบันได้เดินหน้าโครงการพัฒนา ทลฉ. ระยะที่ 3 โดยเร่งขยายพื้นที่รองรับเรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่มากขึ้น ตลอดจนได้พัฒนาด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับให้ ทลฉ. กลายเป็นท่าเรือหลักของภูมิภาคฯ เป็นเมืองท่าแห่งอนาคต เพื่อเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจแห่งเอเชีย

ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เผยว่า สำหรับโครงการพัฒนา ทลฉ. ระยะที่ 3 ได้คำนึงถึง 4 หัวข้อหลัก คือ 1. เพิ่มขีดความสามารถในการรองรับสินค้า 2. พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อปรับสัดส่วนการขนส่งสินค้าจากท่าเรือ มายังท่าเรือผ่านโหมดการขนส่งต่างๆ 3. เพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการและขนถ่ายสินค้า โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการปฏิบัติการ และ 4. เชื่อมโยงพื้นที่ กับเขตเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ

สำหรับการเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับสินค้า ปัจจุบัน ทลฉ. มีท่าเทียบเรือ 4 ชุด ประกอบด้วย ท่าเทียบเรือชุด A, B, C และ D มีขีดความสามารถในการรองรับตู้สินค้าอยู่ที่ 10.8 ล้านที.อี.ยู. คาดว่าจะใช้งานเต็มขีดความสามารถในไม่ช้า จึงต้องเร่งดำเนินการขยายขีดความสามารถในการรองรับให้เพิ่มมากขึ้น ผ่านการพัฒนาท่าเทียบเรือใหม่อีกสองชุด คือ ท่าเทียบเรือชุด E และ F พร้อมขีดความสามารถในการรองรับ ตู้สินค้าเพิ่มขึ้นอีก 7 ล้าน ที.อี.ยู. ซึ่งจะส่งผลให้ ทลฉ. สามารถรองรับปริมาณตู้สินค้าได้ทั้งหมดราว 18 ล้าน ที.อี.ยู. โดยท่าเทียบเรือทั้งสองชุดที่สร้างใหม่จะใช้รับเรือตู้สินค้าทั้งหมด มีความลึกหน้าท่า - 18.5 เมตร สามารถรองรับเรือที่มีขนาดใหญ่และมีอัตรากินน้ำลึกที่มากขึ้น เพื่อรองรับเรือขนส่งสินค้ารุ่นใหม่ที่มีขนาดใหญ่และมีความยาวขึ้นกว่าในอดีต อันจะเป็นการเพิ่มโอกาสให้กับอุตสาหกรรมการขนส่งสินค้า รวมถึงอุตสาหกรรมการผลิต การนำเข้า-ส่งออกของไทยและประเทศเพื่อนบ้านได้ในอนาคต

ขณะที่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อปรับสัดส่วนการขนส่งสินค้า โดยทั่วไปการขนส่งสินค้าเข้าและออกจากท่าเรือ จะแบ่งเป็น 3 โหมด คือ ทางบก ทางน้ำ และทางราง ดังนั้น จึงต้องผลักดันให้การขนส่งมี โหมดขนส่งทางน้ำและทางราง มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น โดยวางแผนขยายขีดความสามารถให้ ทลฉ. ระยะที่ 3 รองรับตู้สินค้าผ่านโหมดขนส่งทางรางได้อีก 4 ล้านที.อี.ยู. เมื่อรวมกับของเดิมที่รองรับได้ 2 ล้านที.อี.ยู.จะมีศักยภาพรองรับรวมเป็น 6 ล้านที.อี.ยู. และทำท่าเทียบเรือชายฝั่งรองรับปริมาณตู้สินค้าได้ 1 ล้านที.อี.ยู.

ด้านความพร้อมในการพัฒนาพื้นที่ ทลฉ. ให้ความสนใจกับการสร้างเขตปลอดอากรในรูปแบบของ Distribution Park ที่ผู้ปฏิบัติการสามารถนำชิ้นส่วนประกอบต่างๆ จากต่างประเทศ เข้ามาประกอบเป็นสินค้าสำเร็จรูป และส่งออกไปยังต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยให้เกิดอาชีพและการจ้างงานมากขึ้น อีกทั้งยังเล็งเห็นถึงความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาพื้นที่ว่างให้เป็นท่าเรือขนส่งยานยนต์ (RO/RO) เพื่อตอบโจทย์แนวโน้มความต้องการการขนส่งรถยนต์ เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณการส่งออกยานยนต์ราว 1,200,000 คัน ซึ่งถือเป็นอันดับ 4 ของโลก และมีแนวโน้มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะตลาดรถยนต์ไฟฟ้า

“โครงการพัฒนา ทลฉ. ระยะที่ 3 ถือเป็นโครงการสำคัญที่เชื่อมโยงเครือข่ายการขนส่งสินค้าไปยังปลายทางต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นเครือข่ายที่มีศักยภาพในการเชื่อมต่อกับเขตเศรษฐกิจในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งการขนส่งทางบกและทางราง ไม่ว่าสินค้าจากพม่า ลาว เวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย และทางตอนใต้ของประเทศจีน” เรือโท กมลศักดิ์ กล่าว

ทั้งนี้ การขยาย ทลฉ. จะช่วยให้ผู้ให้บริการโลจิสติกส์มีทางเลือกในการให้บริการหลากหลายและรวดเร็ว สามารถรองรับปริมาณสินค้าทั้งขาเข้าและขาออกได้มากขึ้น ขณะที่ภาคการผลิตจะได้รับประโยชน์จากวงจรการขนส่งที่รวดเร็วและมีทางเลือกในการขนส่ง ส่วนภาคประชาชนจะได้รับประโยชน์จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการดำเนินชีวิต ตลอดจนด้านอาชีพและการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น

 

แผนพัฒนาท่าเรือเพื่อสนับสนุนและส่งเสริม

การสร้างขีดความสามารถด้านโลจิสติกส์

กทท. เตรียมพร้อมโครงการสำคัญที่สอดรับกับนโยบายการพัฒนาที่ภาครัฐให้การผลักดัน และเร่งดำเนินงานให้เป็นไปตามเป้าหมายหลายโครงการ อาทิ

โครงการพัฒนา ทลฉ. ระยะที่ 3 เร่งขยายพื้นที่รองรับเรือขนส่งสินค้าที่จะมีขนาดใหญ่มากขึ้น รวมถึงปริมาณตู้สินค้าที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนพัฒนาการทางด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับให้ ทลฉ. กลายเป็นท่าเรือหลักของภูมิภาคฯ เป็นเมืองท่าแห่งอนาคต

โครงการพัฒนาศูนย์การขนส่งสินค้าทางรถไฟที่ ทลฉ. ก่อสร้างลานขนถ่ายตู้สินค้าทางรถไฟ บนพื้นที่ประมาณ 600 ไร่ รองรับรถไฟได้ 12 ขบวนในเวลาเดียวกัน และติดตั้งเครื่องมือยกขนตู้สินค้าชนิดเดินบนราง (Rail Mounted Gantry Crane : RMG) ซึ่งจะรองรับตู้สินค้าได้ 2 ล้าน ที.อี.ยู./ปี

โครงการพัฒนาท่าเทียบเรือชายฝั่ง (ท่าเทียบเรือ A) ในส่วนของ ทกท. สนับสนุนนโยบายการเป็น City Port ที่สนับสนุนและอำนวยความสะดวกต่อกลุ่มธุรกิจ SMEs ตอบสนองต่อการปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งของประเทศ และถือเป็นท่าเรือที่สนับสนุนการดำเนินงานของ ทลฉ.

โครงการพัฒนาพื้นที่เพื่อการอยู่อาศัยในชุมชนคลองเตย (Smart Community) พัฒนาและบริหารพื้นที่โดยรวมบริเวณรอบนอกเขตรั้วศุลกากร ทกท. เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมทั้งพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนรอบเขตท่าเรือไปพร้อมกับการพัฒนาโครงการต่างๆ

เรือโท กมลศักดิ์ กล่าว การพัฒนา ทกท. ตามแผนวิสาหกิจในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า มีโครงการพัฒนาที่สำคัญ ได้แก่ 1) โครงการ Smart Port จัดพื้นที่ในการพัฒนาแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ พื้นที่โซน A พัฒนาเป็นพื้นที่เชิงพาณิชยกรรม, พื้นที่โซน B พัฒนาธุรกิจหลักที่ให้บริการเรือและสินค้าของทกท. และพื้นที่โซน C พัฒนาเป็นพื้นที่อสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่รองรับธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับท่าเรือ

ในส่วนของการพัฒนาพื้นที่โซน B ซึ่งเดิมเป็นลานบรรจุตู้สินค้าเพื่อการส่งออก โรงพักสินค้า และพื้นที่ซ่อมบำรุงเครื่องมือทุ่นแรง จะเร่งพัฒนาให้เป็นท่าเรือกึ่งอัตโนมัติ (Smart Port) นำเอาระบบ Semi-Automated Operation มาให้บริการในการเคลื่อนย้าย จัดเก็บ รับมอบ ส่งมอบตู้สินค้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการให้บริการ ทดแทนระบบปฏิบัติการที่มีอยู่เดิม มีศูนย์กลางการกระจายสินค้าและคลังสินค้าขนาดใหญ่กลางกรุงเทพฯ เพื่อสนับสนุนการให้บริการขนส่งสินค้าแบบครบวงจร พร้อมทั้งพัฒนาพื้นที่หลังท่าของ ทกท. ให้สามารถรองรับการปฏิบัติการสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อสร้างความพึงพอใจกับผู้ใช้บริการและยกระดับการให้บริการสู่มาตรฐานท่าเรือชั้นนำระดับโลก

2) โครงการปรับปรุงและพัฒนาท่าเทียบเรือชายฝั่ง 20G ที่ ทกท. เพื่อส่งเสริมระบบการขนส่งสินค้าต่อเนื่องหลายรูปแบบ และพัฒนาระบบการขนส่งและการขนถ่ายสินค้าให้มีโครงข่ายเชื่อมโยงระหว่างทกท.-ทลฉ.-ท่าเทียบเรือชายฝั่งภายในประเทศให้สามารถรองรับปริมาณตู้สินค้า 240,000 ที.อี.ยู./ปี

3) โครงการพัฒนาเส้นทางเชื่อมต่อ ทกท. และทางพิเศษ สายบางนา-อาจณรงค์ (S1) โดย กทท. ได้ร่วมมือกับการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ในการศึกษาออกแบบรูปแบบโครงการฯ โครงการพัฒนาระบบประตูเขื่อนตะวันออกและจุดขึ้น-ลงทางด่วนโดยเพิ่มจุดเชื่อมต่อสำหรับทางขึ้น–ลงทางพิเศษ ช่วงอาจณรงค์ บางนา (S1) เพื่อลดปัญหาจราจรติดขัดของรถบรรทุกบริเวณทางออกด้านทางพิเศษบูรพาวิถีและทางพิเศษช่วงอาจณรงค์ รามอินทรา

4) โครงการพัฒนาพื้นที่เพื่อการอยู่อาศัยในชุมชนคลองเตย (Smart Community) กทท. ได้รับพื้นที่มาดำเนินกิจการของ กทท. และกิจการที่เกี่ยวเนื่องจาก พ.ร.บ. การเวนคืน พ.ศ. 2484 ในเนื้อที่ประมาณ 2,353 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ใช้ในกิจการท่าเรือ จำนวน 1,061 ไร่ ให้หน่วยงานรัฐใช้และเช่าใช้ จำนวน 378.2 ไร่ เป็นพื้นที่ให้เอกชนเช่าเพื่อรองรับกิจกรรมเกี่ยวเนื่องกับท่าเรือในเชิงพาณิชย์และสังคม จำนวน 529 ไร่ และเป็นที่อยู่อาศัยของชุมชนบริเวณรอบเขตท่าเรือ จำนวน 201 ไร่

แผนรับมือ Covid-19 กระทบส่งออก

จากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่แพร่กระจายอยู่ทั่วโลก ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการส่งออกและการขนส่งทางเรือนั้น กทท. ได้มีมาตรการในการดูแลป้องกันและลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาด เพื่อให้ผู้ใช้บริการมั่นใจ โดยมีการกำหนดจุดคัดกรองตามมาตรฐานอย่างเคร่งครัด พร้อมเพิ่มจุดให้บริการทำธุรกรรมทางการเงิน หรือศูนย์ One Stop Service อีก 1 จุด ณ ชั้นล่าง อาคารโอบี ตั้งอยู่บริเวณภายใน ทกท. เพื่อลดความแออัดในการให้บริการโดยจะให้บริการครบวงจร

เรือโท กมลศักดิ์ กล่าว กทท. ได้มีมาตรการให้ความช่วยเหลือและบรรเทาความเสียหายของสายเดินเรือและตัวแทนเรือที่ อาทิ การลดค่าธรรมเนียมพิเศษการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงของการให้บริการตู้สินค้าและเรือลากจูง ทั้งที่ ทกท. และ ทลฉ. ในอัตราปรับลดลง 5% รวมทั้งขยายระยะเวลาผ่อนผันให้ชำระเงินตามใบแจ้งหนี้จากเดิมที่กำหนดไว้ 15 วัน เป็น 45 วัน และการออกมาตรการลดค่าเช่าเพื่อเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลักๆ ได้แก่ 1. ผู้เช่าอาคารพาณิชย์และร้านค้ารายย่อย มีจำนวนรวม 1,628 ราย โดย กทท. ได้ลดค่าเช่าลง 50% เป็นระยะเวลา 3 เดือน และผู้เช่าที่พักอาศัยในพื้นที่โดยรอบของการท่าเรือฯ มีจำนวน 466 ครัวเรือน โดย กทท. ได้ยกเว้นค่าเช่าเป็นระยะเวลา 3 เดือน 

 

ผลการดำเนินงานปี 2563 และเป้าหมายในปี 2564

ผลการดำเนินงานประจำปี 2563 (ตุลาคม 2562-กันยายน 2563) กทท. มีตู้สินค้าผ่านท่าทั้งที่ ทกท. และ ทลฉ. รวม 9.033 ล้าน ที.อี.ยู. ลดลงร้อยละ 5.06 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดย ทกท. มีตู้สินค้าผ่านท่า 1.435 ล้าน ที.อี.ยู. และ ทลฉ. 7.598 ล้าน ที.อี.ยู. คิดเป็นรายได้รวม 14,631 ล้านบาท ผลกำไรสุทธิ 5,659 ล้านบาท ซึ่งผลการดำเนินงานของ กทท. ประจำปี 2563 แปรผันตามปริมาณการนำเข้าและส่งออกของประเทศ จากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (COVID-19) มีผลทำให้ปริมาณสินค้านำเข้าและส่งออกลดลง

อย่างไรก็ตาม คาดว่าในปี 2564 ผลการดำเนินงานของ กทท. มีทิศทางฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป เป็นผลจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่เริ่มจะเข้าสู่สถานการณ์ปกติ หลังมีวัคซีน เป้าหมายปีงบประมาณ 2564 นี้ คาดว่าผลการดำเนินงานจะขยายตัวได้เล็กน้อยที่ร้อยละ 0.6 โดย ทกท. มีตู้สินค้าผ่านท่า 1.410 ล้าน ที.อี.ยู. และ ทลฉ. 7.680 ล้าน ที.อี.ยู.

สำหรับท่าเรือภูมิภาคใน ทชส. และ ทชข. จังหวัดเชียงราย ที่ภาครัฐมีมาตรการระงับการเดินทาง เข้า–ออกของบุคคล ยานพาหนะและสิ่งของ ณ จุดผ่านแดนถาวร จุดผ่อนปรน การค้า และช่องทางอื่นๆ ตลอดแนวชายแดนจังหวัดเชียงราย เป็นการชั่วคราว เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 ส่งผลให้ปริมาณสินค้า ตู้สินค้ามีอัตราการเติบโตที่ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

18 สิงหาคม 2564

ผู้ชม 459 ครั้ง

Engine by shopup.com