Logistics & Supply Chain Development Trends for The Sustainable Industry 

หมวดหมู่: LOGISTICS

 ทิศทางการพัฒนางานวิจัยด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชน เพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน 

รองศาสตราจารย์ ดร. ทวีศักดิ์ เทพพิทักษ์

คณะโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยบูรพา

ช่วงนี้ระหว่างกำลังนั่งคิดเรื่องว่าจะออกข้อสอบแบบไหนหรืออย่างไร กองบรรณาธิการวารสารติดต่อมาทวงต้นฉบับ ตามประสาศิลปินว่าจะเขียนเรื่องอะไรดีหนอ ฉับพลันสมองก็มีประเด็นที่คิดไว้ว่าจะเขียนมาได้สักพัก เนื่องจากได้เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในการสอบของนิสิตในระดับปริญญาโทหรือปริญญาเอกตามสถาบันการสอนต่างๆ

 

 ประเด็นที่มักจะพบในการกำหนดหัวข้องานวิจัยหรือวิทยานิพนธ์ด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชน โดยเฉพาะระดับปริญญาเอก คือนิสิตส่วนใหญ่มักจะให้ความสำคัญกับการวิจัยเชิงประยุกต์ (Applied Research) โดยส่วนใหญ่มักไม่ค่อยมีหัวข้อที่จะสร้างทฤษฏีหรือสมมุติฐานหรือกรอบแนวคิด หัวข้อก็จะวนเวียนเกี่ยวกับประเด็นซ้ำไปซ้ำมา อาทิ การศึกษาปัจจัยที่มีผลกระทบ… การเพิ่มประสิทธิภาพในอุตสาหกรรม…. โดยใช้การจัดการโลจิสติกส์ หรือการวิเคราะห์ทำเลที่ตั้ง… การปรับปรุงการจัดการสินค้าคงคลัง… และการเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง… เป็นต้น 

 

หัวข้อวิจัยประเภทนี้ไม่ใช่ไม่ดีนะครับ ดีมากสำหรับภาคอุตสาหกรรม แต่ในทางวิชาการ ตามความเห็นส่วนตัวของผมนั้น ผมคิดว่าแทบจะไม่ได้ทำให้ศาสตร์ของโลจิสติกส์และซัพพลายเชนของเราเติบโตขยายตัวเหมือนศาสตร์แขนงอื่นๆ เลย เหมือนอย่างของวิทยาศาสตร์หรือวิศวกรรม ก็จะมีทฤษฎี โมเดล องค์ความรู้หรือสมมุติฐานแบบ Pure Research เยอะหน่อย เพราะนักวิจัยมีแรงจูงใจในการศึกษา ค้นคว้า เพื่อตัวเองหรือเพื่อมนุษยชาติ มีรางวัลที่กระตุ้นการค้นพบนวัตกรรมใหม่ๆ เช่นรางวัลโนเบล เป็นต้น ทางการแพทย์ก็มีการค้นพบไวรัส แบคทีเรีย เชื้อโรคชนิดใหม่ๆ ได้เป็นศาสตราจารย์กันรวดเร็วมาก 

ต้องยอมรับนะครับว่าในปัจจุบัน ภาคเอกชนมีการปรับตัวเกี่ยวกับการพัฒนากิจกรรมโลจิสติกส์มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว กอรปกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงแบบเผลอแป๊บเดียวอาจจะตกรุ่นได้ทันทีกับเทคโนโลยีอาทิ 5G, IOT, Robot และ Drone เป็นต้น รวมทั้งภาคเอกชนยังต้องปรับตัวกับการระบาดของโควิด-19 ซึ่งทำให้ภาคเอกชนมีการปรับตัวและออกแบบด้านการลงทุนหรือการดำเนินงานแบบถึงลูกถึงคน อันจะส่งผลต่อการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทยทั้งในปัจจุบันและในอนาคต 

 

โดยภาพรวมพบว่า ภาคเอกชนไทยมีการพัฒนากิจกรรมโลจิสติกส์โดยนำเอานวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้มากขึ้นเพื่อเพิ่มมูลค่าในซัพพลายเชนซึ่งจะทำให้เกิดการเชื่อมโยงการเคลื่อนย้ายสินค้า ผู้โดยสารและข้อมูลสารสนเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล อาทิ การใช้ระบบ WMS, TMS, SAP และ ERP เป็นต้น สามารถสังเกตได้ว่าผู้ให้บริการโลจิสติกส์ (Logistics Service Provider: LSP) จำนวนมากได้มีการปรับตัวอย่างแรง รายที่ไปไม่ไหวก็อาจจะต้องล้มหายตายจากหรือสูญพันธุ์ไปจากธุรกิจนี้ ดังนั้นทิศทางการพัฒนาศักยภาพผู้ให้บริการโลจิสติกส์จึงต้องเน้นการให้บริการอย่างมืออาชีพและมีมาตรฐานสากลในราคาที่ภาคเอกชนยอมรับได้ 

 

นอกจากนี้ พบว่าภาคเอกชนเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันการพัฒนาระบบ National Single Window (NSW) รวมถึงการเจรจาระหว่างประเทศเพื่อลดอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษี (NTB) ส่งเสริมให้เกิดการเคลื่อนย้ายสินค้าและข้อมูลสารสนเทศได้อย่างเสรีและมีประสิทธิภาพ ครับที่ผมได้พูดข้างต้น ภาคเอกชนเค้าใช้มาเป็นสิบปีล่ะครับ แต่ต้องยอมรับว่าเราจะเห็นได้ว่าภาคเอกชนมีการปรับตัวได้รวดเร็วมากและตอบสนองต่อพลวัฒน์การเปลี่ยนแปลงได้ยอดเยี่ยม 

 

โดยมีคาถาหลักที่สำคัญของภาคเอกชนคือ ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ ตอบสนองความต้องการของลูกค้า ส่วนจะลดอย่างไร จะเพิ่มประสิทธิภาพแบบไหนหรือตอบสนองกันอย่างไรก็ต้องอาศัยหลักการ ความรู้ ทักษะ ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของอาจารย์ ที่ปรึกษาหรือนักวิจัยที่จะเข้าไปช่วยผู้ประกอบการแล้วล่ะครับ ซึ่งแน่นอนครับว่า อาจารย์หรือที่ปรึกษาเหล่านั้นคงต้องมีฐานความรู้หรือองค์ความรู้ (จริง) ในด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนที่พร้อมจะประยุกต์ใช้กับแต่ละบริษัทหรือแต่ละสถานประกอบการ    

ประเด็นที่สำคัญคือแล้วด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนล่ะครับ มีทฤษฎีหรือโมเดลอะไรหรือมีสมมุติฐานอะไรบ้างเพื่อใช้ในการอธิบายปรากฎการณ์หรือใช้เป็นฐานความรู้ในการวิเคราะห์ต่อยอดสำหรับนักโลจิสติกส์หรือนักซัพพลายเชน บ่อยครั้ง เรามักจะขอลืม เอ้ยขอยืมหลักการหรือแนวคิดมาจากวิศวอุตสาหการ อาทิ หลักการ ABC, CVA, หรือ JIT, MRP DRP เป็นต้นมาประยุกต์ใช้ ท่านลองไปอ่านหนังสือ Operation Management ที่พวกวิศวอุตสาหการเค้าเรียนกันสิครับหรือนำแนวคิดมาจากวิศวกรรมขนส่ง อาทิ Transport Network หรือ Vehicle Routing เป็นต้น แม้ว่าเราจะพยายามอธิบายหรือกล่าวอ้างว่าเราเป็นสหวิทยาการ พูดภาษาชาวบ้านคือฉับฉ่าย คือเอาศาสตร์นั้นศาสตร์นี้มายำๆ แล้วมาประยุกต์ใช้กับภาคธุรกิจหรือภาคอุตสาหกรรม แต่ประเด็นคำถามคือ มีทฤษฎีหรือโมเดลอะไรใหม่ๆ องค์ความรู้ใหม่ๆหรือมีนวัตกรรมอะไรที่ใหม่ๆ ของโลจิสติกส์และซัพพลายเชนบ้างหรือไม่อย่างไร 

 

แล้วถ้าไม่มีทฤษฎี โมเดลหรือองค์ความรู้หรือแนวคิดใหม่ๆ หรือถ้ามีแต่มีน้อยมาก ใครควรจะเป็นคนศึกษา ค้นคว้าและตั้งทฤษฎี โมเดลและองค์ความรู้เหล่านั้น ถ้าไม่ใช่นิสิตนักศึกษาระดับปริญญาโทหรือปริญญาเอก หรือบรรดาครูบาอาจารย์ในด้านนี้ที่มีองค์ความรู้ด้านวิชาการที่ดี ผมคิดว่าการประยุกต์ต่อยอดให้ได้ผลสัมฤทธิ์ที่ดีมีประสิทธิภาพนั้น ควรจะต้องมาจากฐานความรู้ที่ดี (Knowledge Based Theory or Model) ถูกต้องและเชื่อถือได้ทางวิชาการ 

 

ผมอยากจะขอให้อาจารย์หรือนักวิชาการลองให้นิสิตนักศึกษาของตัวเองทำหัวข้อที่ช่วยเพิ่มองค์ความรู้ในศาสตร์นี้ คนละหัวข้อสองหัวข้อเพื่อให้ศาสตร์ของโลจิสติกส์และซัพพลายเชนได้เติบโตและขยายตัวอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน อาทิทดสอบหน่อยสิครับว่า Effective Inventory Management = (X+Y+Z)+AB โดย X หรือ Y หมายถึง… หรือมีทฤษฎีรองรับหน่อยสิครับว่า การจัดการคลังสินค้าที่ดีจะต้องทำอย่างไร โดยมีการทดสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อให้ผู้ใช้ทฤษฎีหรือโมเดลมีความเชื่อมั่นว่า ถ้านำเอาไปใช้แล้วประสบควาสำเร็จ เป็นต้น

 

ส่วนองค์ความรู้เดิมที่นิสิตนักศึกษาหรือคณาจารย์หลายๆท่านได้ทำไว้ในลักษณะ Applied Research นั้น ผมคิดว่าดีเยี่ยมมากนะครับ เพียงแต่ช่วยมีใครสักคนช่วยนำมาสังเคราะห์ให้อยู่ในรูปของทฤษฎี โมเดลหรือสมการ หรือโมเดลสำเร็จรูป เหมือน 5 Force Model, BCG Matrix, SWOT เพื่อให้สาธารณะชน โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมซึ่งเป็นผู้ใช้งานได้นำเอาไปประยุกต์ใช้ได้สะดวกและง่าย คำถามคือแล้วทำไมผมรู้แล้ว ทำไมผมไม่ทำ ต้องขอเรียนว่าหลังจากที่สอนหนังสือมามากกว่า 20 ปี งานวิจัยกับงานบริการวิชาการก็เยอะ งานบริหารก็เพียบ ประกอบกับอายุอานามก็มากแล้ว คงต้องฝากความหวังน้อย ของผมไว้กับท่านอาจารย์และเจนเนอเรชั่นหลังๆ ไว้ผมเกษียณแล้วผมจะกลับมาทำนะครับ         

 

วัตถุประสงค์ของบทความนี้ เพียงแค่อยากกระตุ้นอาจารย์ที่ปรึกษาหรือนิสิตนักศึกษาที่กำลังทำวิทยานิพนธ์ด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนให้ช่วยกันคิดค้นหลักการ ทฤษฎี โมเดล ความรู้หรือเทคนิคอะไรใหม่ๆ อันจะนำมาช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศทั้งภาคอุตสาหกรรมทั่วๆไปหรืออุตสาหกรรมโลจิสติกส์ ขอเรียนว่า ทุนเดิมหรือทรัพยากรเดิมที่พวกเราเอามาใช้ก็จะเริ่มทยอยหมดไป ไม่มีของใหม่เลย เราควรจะช่วยกันคิดค้นนวัตกรรมหรือองค์ความรู้ใหม่ๆ ไม่ใช่ว่าพูดหลักการเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมา เช่น ควรใช้ระบบ JIT, KANBAN, TQM, EOQ หรือ ABC เป็นต้น จนหลายโรงงานผู้ประกอบการ น่าจะเก่งกว่าอาจารย์หรือที่ปรึกษาแล้วน่ะครับ เพราะอบรมบ่อยหรือมีที่ปรึกษาเข้าสถานประกอบการบ่อย รวมทั้งเจตนาที่ดีที่อยากให้สาขาโลจิสติกส์และซัพพลายเชนกลายเป็นศาสตร์ที่แข็งแกร่ง มั่นคง ตราบชั่วนิจนิรันดร์เหมือนวิทยาศาสตร์ หรือวิศวกรรมศาสตร์นะครับ  

09 มิถุนายน 2564

ผู้ชม 102 ครั้ง

Engine by shopup.com