การท่าเรือฯ เผยผลการดำเนินงานด้านนโยบาย พร้อมเดินหน้าสู่ท่าเรือชั้นนำของโลก  

หมวดหมู่: PORT

 

 

 

การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ประกาศเดินหน้าสู่ความเป็นเลิศ ยกระดับการให้บริการโลจิสติกส์ ก้าวสู่การเป็นท่าเรือชั้นนำระดับโลก พัฒนาเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงข้อมูลโลจิสติกส์แบบไร้รอยต่อ ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน พร้อมเผยผลการดำเนินไตรมาสแรกของปี 2564 สินค้าผ่านท่าลดลง 6.24% ในขณะที่ตู้สินค้าผ่านท่าลดลง 2.81% เป็นผลมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

 

ในวันนี้ (24 มีนาคม 2564) เรือโท กมลศักดิ์ พรหมประยูร ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานของการท่าเรือฯ ในปีงบประมาณ 2564 ว่า “ปริมาณสินค้าและตู้สินค้าผ่านท่าในช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2564 โดยเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ลดลงอยู่ที่ 6.24% หรือคิดเป็น 25.762 ล้านตัน และตู้สินค้าผ่านท่า ลดลง 2.81% หรือ 2.311 ล้าน ที.อี.ยู. ซึ่งเป็นผลมาจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

แต่อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ประเทศไทยและหลายประเทศมีวัคซีนป้องกัน ส่งผลให้ปริมาณสินค้าและตู้สินค้าผ่านท่า มีทิศทางฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ประกอบกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญที่เป็นปัจจัยหลักสะท้อนการเติบโตของปริมาณสินค้า ซึ่งส่งผลให้ในเดือนมกราคม 2564 ปริมาณสินค้าผ่านท่าเพิ่มขึ้น 3.57% อยู่ที่ 9.253 ล้านตัน จาก 8.934 ล้านตัน และตู้สินค้าผ่านท่าเพิ่มขึ้น 2.66% อยู่ที่ 773,055 ที.อี.ยู. จาก 753,042 ที.อี.ยู.

 

สำหรับทิศทางการดำเนินงานของการท่าเรือฯ ในโอกาสครบรอบ 70 ปี นั้น มีแผนจะยกระดับเป็นท่าเรือชั้นนำที่ได้มาตรฐานสากล โดยมียุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนในการพัฒนาบริการและโครงสร้างพื้นฐานให้มีมาตรฐานในระดับโลก การพัฒนาสู่การเป็นประตูการค้าหลักและศูนย์กลางการเปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งการพัฒนาสินทรัพย์ในเชิงธุรกิจให้มีมูลค่าเพิ่ม การพัฒนาการให้บริการและยกระดับการทำงานมุ่งสู่การเป็นองค์กร สมรรถนะสูง ด้วยการนำระบบ Port Community System (PCS) หรือระบบศูนย์กลางเชื่อมโยงข้อมูลด้านขนส่งทางน้ำและโลจิสติกส์แบบ ไร้รอยต่อ ทั้งของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านโลจิสติกส์ทั้งภาครัฐและเอกชนมาใช้เพื่อการทำงานที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นการรองรับโครงข่ายการเชื่อมโยงด้าน Logistics ในระดับนานาชาติ”

 

การท่าเรือฯ จะเดินหน้าเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานท่าเรือของประเทศ ได้แก่ ท่าเรือแหลมฉบังท่าเรือกรุงเทพ และท่าเรือภูมิภาค โดยจะเร่งพัฒนาโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ขยายพื้นที่รองรับเรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่มากขึ้น สามารถรองรับปริมาณตู้สินค้าได้ 18 ล้าน ที.อี.ยู.ต่อปี ตลอดจนพัฒนาการทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อยกระดับให้ท่าเรือแหลมฉบังกลายเป็นท่าเรือหลักของภูมิภาค และเป็นเมืองท่าแห่งอนาคต และอีกหนึ่งโครงการ คือ การพัฒนาศูนย์การขนส่งสินค้าทางรถไฟ เพื่อก่อสร้างลานขนถ่ายตู้สินค้า ทางรถไฟบนพื้นที่ 600 ไร่ ให้สามารถรองรับรถไฟได้ 12 ขบวน พร้อมติดตั้งเครื่องมือยกขนตู้สินค้าชนิดเดินบนราง (Rail Mounted Gantry Crane : RMG) ซึ่งจะรองรับตู้สินค้าได้ 2 ล้าน ที.อี.ยู.ต่อปี รวมทั้งโครงการพัฒนาท่าเทียบเรือชายฝั่ง (ท่าเทียบเรือ) ที่จะเชื่อมโยงการขนส่งภายในประเทศ และระบบโลจิสติกส์ได้อย่างครบวงจร

 

สำหรับท่าเรือกรุงเทพได้มีการพัฒนาปรับปรุงประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐาน สิ่งอำนวยความสะดวก เครื่องมือทุ่นแรง รวมถึงกระบวนการทำงานภายในให้สามารถนำไปสู่การยกระดับการพัฒนาให้เป็นองค์กรที่มีสมรรถนะสูง พัฒนารูปแบบการให้บริการและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง โดยมีโครงการปรับปรุงและพัฒนาท่าเทียบเรือชายฝั่ง 20G ส่งเสริมระบบการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ (Multimodal Transport) และพัฒนาระบบขนส่ง และการขนถ่ายสินค้าให้มีโครงข่ายเชื่อมโยง (Logistics Chain) ภายในประเทศ ให้สามารถรองรับปริมาณตู้สินค้า ได้ 240,000 ที.อี.ยู.ต่อปี

โครงการพัฒนาท่าเรือฝั่งตะวันตกในลักษณะท่าเรืออัตโนมัติมีการนำเอาระบบ Semi-Automated Operation ที่มีประสิทธิภาพ โครงการพัฒนาเส้นทางเชื่อมต่อท่าเรือกรุงเทพและทางพิเศษ  สายบางนา-อาจณรงค์ (S1) เพื่อส่งเสริมระบบการขนส่งสินค้าต่อเนื่องหลายรูปแบบ และพัฒนาระบบการขนส่ง   และเชื่อมโยงโครงข่ายโลจิสติกส์ของประเทศ และยกระดับการให้บริการเชื่อมโยงการขนส่งภายในประเทศ รวมทั้งโครงการพัฒนาพื้นที่เพื่อการอยู่อาศัยในชุมชนคลองเตย และยกระดับชีวิตของชุมชนโดยรอบท่าเรือไปพร้อมกัน

 

ทั้งนี้ ผู้อำนวยการการท่าเรือฯ เชื่อมั่นว่า จากนี้ไปการท่าเรือฯ จะเดินหน้าตามวิสัยทัศน์ที่วางไว้ตามวิสัยทัศน์ที่ว่า “มุ่งสู่มาตรฐานท่าเรือชั้นนำระดับโลก ด้วยการให้บริการด้านโลจิสติกส์ที่เป็นเลิศเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในปี 2573”

 

 

ข่าว 2

กทท.ชี้แจงกรณีข่าวการจับกุมเครื่องชั่งที่ ทลฉ.

จากกรณีข่าวคดีการจับกุมเครื่องชั่งตวงวัดท่าเรือแหลมฉบัง ไม่ได้มาตรฐานและไม่เป็นไปตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องข้อปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้เครื่องชั่งตวงวัดที่ติดตรึง ซึ่งมีพิกัดกำลังตั้งแต่ 30 เมตริกตันขึ้นไป และมีส่วนชั่งน้ำหนักเป็นระบบดิจิทัล (เครื่องชั่งรถยนต์) ซึ่งปรากฏเป็นข่าวทางสื่อออนไลน์ นั้น

พลเรือเอกโสภณ วัฒนมงคล ประธานกรรมการการท่าเรือแห่งประเทศไทย  นายชนินทร์ แก่นหิรัญ กรรมการการท่าเรือแห่งประเทศไทย ได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบเครื่องชั่ง บริเวณประตูตรวจสอบ 3 ในวันอาทิตย์ที่ 21 มีนาคม 2563 เวลา 13.00 น. พร้อมด้วย ร้อยตำรวจตรีมนตรี ฤกษ์จำเนียร ผู้อำนวยการท่าเรือแหลมฉบัง ผู้บริหารท่าเรือแหลมฉบัง ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรแหลมฉบัง และเจ้าหน้าที่ชั่งตวงวัด กระทรวงพาณิชย์ ร่วมลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบเครื่องชั่ง โดยได้มีการนำรถบรรทุกสิบล้อติดตั้งเครนพร้อมตุ้มน้ำหนักของศูนย์ชั่งตวงวัดชลบุรี หมายเลขทะเบียน 82-8521 นนทบุรี ซึ่งเป็นรถคันเดียวกับที่ได้นำมาสอบเทียบเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2563 โดยครั้งนี้ได้นำมาทดสอบเครื่องชั่ง ณ ประตูตรวจสอบ 3 จำนวน 2 ช่องทาง คือ ช่องทาง 3F และ 3H สรุปได้ดังนี้

เจ้าหน้าที่ชั่งตวงวัด ได้ทำการทดสอบโดยนำรถบรรทุกสิบล้อติดตั้งเครนพร้อมตุ้มน้ำหนัก ที่มีน้ำหนักรวม 23,030 กิโลกรัม ขึ้นชั่งน้ำหนักบนแท่นชั่งช่อง 3F  และแสดงน้ำหนัก 23,030 กิโลกรัม ซึ่งตรงกับน้ำหนัก 23,030 กิโลกรัมที่ปรากฏในจอของระบบเครื่องชั่ง และเปรียบเทียบกับการใช้เฉพาะตุ้มน้ำหนักจำนวน 20 ตุ้ม ตุ้มละ 500 กิโลกรัม รวมเป็น 10,000 กิโลกรัม วางบนแท่นชั่ง ซึ่งตรงกับน้ำหนัก 10,000 กิโลกรัม ที่ปรากฏในจอของระบบเครื่องชั่งเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม รถบรรทุกสิบล้อติดตั้งเครนไม่ได้กำหนดอยู่ในตารางรายการน้ำหนักหักลบในระบบจัดเก็บค่าธรรมเนียมยานพาหนะผ่านท่าของท่าเรือแหลมฉบัง ที่ได้รับความเห็นชอบให้ใช้จากศูนย์ชั่งตวงวัดชลบุรีตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา โดยระบบจะกำหนดเพียงรถบรรทุกสิบล้อที่ใช้บรรทุกตู้สินค้าโดยเฉลี่ยกำหนดค่ามาตรฐานไว้ที่ 8,000 กิโลกรัมเท่านั้น ซึ่งไม่ตรงกับน้ำหนักรถบรรทุกสิบล้อติดตั้งเครนซึ่งมีน้ำหนัก 13,030 กิโลกรัม ซึ่งน้ำหนักเฉพาะตัวรถบรรทุกสิบล้อทั้งสองแบบมีน้ำหนักต่างกันจากการติดตั้งเครนและอุปกรณ์ประกอบ ฝากระบะด้านข้างและด้านหลังทำให้น้ำหนักคลาดเคลื่อนกับรถบรรทุกที่อยู่ในระบบจัดเก็บของการท่าเรือฯ อยู่ประมาณ 5,000 กิโลกรัม ซึ่งเจ้าหน้าที่ชั่งตวงวัดได้รับทราบข้อมูลแล้ว อย่างไรก็ตามเมื่อได้เปรียบเทียบกับรถบรรทุกมาตรฐานของบริษัทผู้ผลิตจะมีน้ำหนักเพียง 7,050 กิโลกรัมเท่านั้น

          สำหรับแท่นชั่งช่อง 3H เจ้าหน้าที่ชั่งตวงวัด ได้ทดสอบการชั่งน้ำหนักรถบรรทุกสิบล้อติดตั้งเครนพร้อมตุ้มน้ำหนักที่ชั่งไว้เดิมในช่อง 3F ปรากฎว่า น้ำหนักที่แสดงผลคลาดเคลื่อนไปจากเดิม 23,030 กิโลกรัมเป็น 27,000 กิโลกรัม และในส่วนของรถบรรทุกสิบล้อปกติที่มีน้ำหนัก 7,690 กิโลกรัม น้ำหนักที่แสดงคลาดเคลื่อนไปเป็น 8,970 กิโลกรัม

          ซึ่ง บริษัท เอ๊กซิเจน จำกัด เป็นผู้รับจ้างบำรุงรักษาซ่อมแซมแก้ไขและตรวจสอบเครื่องชั่งน้ำหนักประตูตรวจสอบของท่าเรือแหลมฉบัง ได้เข้าตรวจสอบพื้นที่ใต้แท่นชั่งน้ำหนัก 3H พบว่ามีน้ำท่วม ขังจากฝนตกหนักในช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับบริษัทฯ ไม่สามารถสูบน้ำออกจากใต้แท่นชั่งได้ ซึ่งประธานกรรมการการท่าเรือแห่งประเทศไทย สั่งการให้บริษัทฯ ดำเนินการสูบน้ำออกโดยด่วนและเร่งตรวจสอบสภาพใต้แท่นชั่ง และเมื่อบริษัทฯ ได้สูบน้ำออกเรียบร้อยแล้ว บริษัทฯ ได้ทำการตรวจสอบพบว่าโหลดเซลล์มีการติดตั้ง 6 ตัวครบถ้วนตามจำนวน และสภาพอุปกรณ์ประกอบอื่นๆ มีความครบถ้วนและติดตั้งตรงตามตำแหน่งที่ติดตั้งไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547

          ผู้อำนวยการท่าเรือแหลมฉบัง กล่าวโดยสรุปว่าเครื่องชั่งทั้ง 4 เครื่องที่ถูกระงับใช้โดยสำนักงานชั่งตวงวัดนั้น เป็นเครื่องชั่งที่ใช้ชั่งสำหรับสินค้าขาออกนอกประเทศ ซึ่งเป็นไปตามภาค 3 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 โดยน้ำหนักรวมที่ได้รับจากเครื่องชั่ง (Gross Weight) ของรถบรรทุกตู้มีสินค้าที่ได้จากเครื่องชั่งจะไม่สามารถแก้ไขผลน้ำหนักรวมที่ได้รับจากเครื่องชั่ง (Gross Weight) รวมทั้งไม่สามารถแก้ไข วัน เวลา และสถานที่ทำการชั่งที่แสดงไว้ได้

         โดยน้ำหนักรวมที่ได้รับจากเครื่องชั่ง (Gross Weight) ดังกล่าว เมื่อประมวลเข้ากับระบบหักลบน้ำหนักตัวรถตามประเภทรถ (Vehicle Type) ซึ่งได้รับคำรับรองให้ใช้จากศูนย์ชั่งตวงวัดชลบุรีมาตั้งแต่ปี 2547 เพื่อให้ได้ข้อมูลเฉพาะส่วนน้ำหนักสินค้าตามที่กรมศุลกากรต้องการ ซึ่งข้อมูลที่ได้นี้เป็นเพียงข้อมูลประกอบส่วนหนึ่งเท่านั้นที่กรมศุลกากรจะนำไปใช้ในการประมวลผลผ่านระบบ NSW ของกรมศุลกากร เพื่อประโยชน์ในการตัดบัญชีใบกำกับการขนย้ายสินค้าทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Matching) ผ่านระบบ NSW ของกรมศุลกากรดังกล่าว ซึ่งกระบวนการนี้เป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอนการสอบทานภายใต้การบังคับใช้มาตรการรักษาความปลอดภัยของท่าเรือตามข้อกำหนดของ IMO (International Marine Organization)

         ทั้งนี้ ข้อมูลส่วน ประเภทรถ (Vehicle Type) ดังกล่าว มิได้มีผลกระทบต่อจำนวนภาษีที่ผู้ส่งออกได้ชำระไว้ก่อนหน้า (หากมี) กับกรมศุลกากรแต่อย่างใด กรณีจึงไม่มีความเสียหายเกิดขึ้น นอกจากนี้ ท่าเรือแหลมฉบังก็ไม่ได้ใช้ และ/หรือ ไม่ไดมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ข้อมูลน้ำหนักที่ชั่งได้จากเครื่องชั่งไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนในการนำไปคิดคำนวณภาษี ค่าธรรมเนียม หรือค่าบริการใดๆ โดยท่าเรือแหลมฉบังมีเพียงการเรียกเก็บค่าบริการในการอำนวยความสะดวกจากรถขนส่งสินค้าทุกคันที่วิ่งผ่านท่าเรือแหลมฉบังซึ่งเป็นค่าบริการในอัตราคงที่และไม่ได้แปรผันตามข้อมูลน้ำหนักที่ชั่งได้

         ด้วยเหตุนี้ผลการชั่งน้ำหนักที่แตกต่างหรือเบี่ยงเบนไปจากค่ามาตรฐานไม่ว่าจะมากหรือน้อยเพียงใดก็ไม่ได้มีผลกระทบต่อผลประโยชน์หรือส่วนได้เสียที่ท่าเรือแหลมฉบังจะได้รับแต่อย่างใด ด้วยเหตุนี้ ท่าเรือแหลมฉบังรวมถึงพนักงานของท่าเรือแหลมฉบังจึงไม่มีเหตุผลหรือแรงจูงใจไม่ว่าทางใดๆ ที่จะกลั่นแกล้ง และ/หรือ จงใจที่จะต้องทำให้น้ำหนักของเครื่องชั่งแตกต่างหรือคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง หรือเรียกรับผลประโยชน์ตามที่ปรากฏเป็นข่าวอยู่ในขณะนี้

ในทางปฏิบัติ หากผลการเปรียบเทียบดังกล่าวมีความคลาดเคลื่อนกว่าที่ระบบศุลกากรยอมรับได้ ระบบจะสั่งให้ไปทำการเอ็กซเรย์ (X-ray) ซึ่งผู้ขับรถบรรทุกจะต้องนำตู้สินค้าดังกล่าวไปทำการเอ็กซเรย์ (X-ray) ก่อนที่จะนำตู้สินค้าไปส่งให้ท่าเทียบเรือปลายทางก่อนขึ้นเรือต่อไป หากตู้สินค้าดังกล่าวไม่ได้ทำการเอ็กซเรย์ (X-ray) ก็จะถูกท่าเทียบเรือปลายทางปฏิเสธการขนถ่ายขึ้นเรือ ซึ่งระบบดังกล่าวมีการสอบทานกันหลายขั้นตอนอยู่แล้ว หากกรณีระบบของศุลกากรแสดงว่าตู้สินค้าดังกล่าวมีความถูกต้องก็จะสั่งให้ผ่านไปขนถ่าย ณ ท่าเรือต่อไปได้

อนึ่ง การท่าเรือแห่งประเทศไทยได้จัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินการซ่อมทำเครื่องชั่งที่ชำรุดมาโดยตลอด โดยในปีงบประมาณ 2564 ได้รับจัดสรรจำนวน 1,100,000 บาท เพื่อซ่อมทำเครื่องชั่งที่ชำรุดจำนวน 1 ประตู ขณะนี้อยู่ระหว่างสรรหาตัวผู้รับจ้าง นอกจากนี้ ท่าเรือแหลมฉบังได้ขออนุมัติหลักการเพื่อจัดสรรงบลงทุนในการจัดหาทดแทนเครื่องชั่งแบบ Static ทั้งหมดรวม 7 เครื่อง ขณะนี้อยู่ในระหว่างนำเสนอคณะกรรมการการท่าเรือแห่งประเทศไทยและสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพิจารณา

 

29 มีนาคม 2564

ผู้ชม 9 ครั้ง

Engine by shopup.com