Optimization in passenger checkpoint and hand-carried belongings inspection. Covid-19 crisis

หมวดหมู่: IMPORT EXPORT

Optimization in passenger checkpoint and hand-carried belongings inspection.

Covid-19 crisis

การเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจปล่อยผู้โดยสารและการตรวจค้นหีบห่อสัมภาระ
ที่ผู้โดยสารนำติดตัวเข้ามา

วิกฤตโควิด 19

การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธ์ใหม่ 2019 ถือเป็นมหาวิกฤตทางสาธารณสุขโลก แม้ว่าการแพร่ระบาดจะผ่านมากว่าครึ่งปีแล้วแต่จำนวนผู้ติดเชื้อทั่วโลกกลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนผู้ติดเชื้อสะสมมากกว่า 8 ล้านคนไปแล้ว โดยสถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศแถบอเมริกายังคงน่าเป็นห่วง แม้จะมีบางประเทศที่สามารถเริ่มผ่อนคลายมาตรการลงได้บ้าง แต่แนวโน้มตัวเลขผู้ติดเชื้อก็ยังคงเพิ่มสูงขึ้นอยู่ ในทางกลับกัน สถานการณ์การแพร่ระบาดของประเทศในกลุ่มเอเชียโดยรวมนั้นดีขึ้น แม้ว่าจะมีบางประเทศที่อาจเกิดการแพร่ระบาดรอบใหม่ แต่ก็อยู่ในขอบเขตที่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ โดยมีแนวโน้มผู้ติดเชื้อลดลงอย่างต่อเนื่อง

 

 

 

 

วิกฤตโควิด 19 ครั้งนี้นอกจากจะเป็นมหาวิกฤตทางสาธารณสุขโลกแล้ว ยังเป็นมหาวิกฤตทางเศรษฐกิจโลกอีกด้วย ซึ่งมีรูปแบบแตกต่างจากวิกฤตทางเศรษฐกิจที่เคยเกิดขึ้นในอดีตที่ผ่านมา[1] โดยมีจุดเริ่มต้นจากการใช้มาตรการล็อกดาวน์ครั้งใหญ่ (Great Lockdown) เพื่อจำกัดการแพร่ระบาด ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของผู้คนและทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกหยุดชะงักลง ด้วยการหยุดชะงักของภาคการผลิตซึ่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้และกำลังซื้อที่ลดลงอย่างรุนแรง ก่อให้เกิดปัญหาทั้งด้านอุปสงค์และอุปทานทางเศรษฐกิจพร้อมกัน (twin supply-demand shocks)[2]

          กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF)[3]  ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2563 จะหดตัวที่ร้อยละ 3 โดยจะต่ำสุดในไตรมาสที่ 2 และเลวร้ายที่สุดนับแต่ Great Depression ในปี ค.ศ. 1930 และถือเป็นครั้งแรกที่ทั้งประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนาเข้าสู่ภาวะถดถอยพร้อมกัน โดยประเมินมูลค่าความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกในปี 2563 และ 2564 ไว้สูงถึง 9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นจำนวนที่ใหญ่กว่าขนาดเศรษฐกิจของญี่ปุ่นและเยอรมนีรวมกันเสียอีก ขณะที่องค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO) ประเมินว่าปริมาณการค้าโลกจะหายไปถึง 1 ใน 3 เทียบกับปีก่อน โดยเหล่านักวิชาการมีความกังวลว่า หากสถานการณ์การแพร่ระบาดยังคงยืดเยื้อ อาจส่งผลให้ภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนขาดสภาพคล่องรุนแรงจนถึงขั้นผิดนัดชำระหนี้และลุกลามจนกลายเป็นวิกฤตการเงินร่วมด้วย หรืออาจกล่าวได้ว่า วิกฤตครั้งนี้เป็น “triple economic shock”[4] ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์โลกมาก่อน

          ในด้านของเศรษฐกิจไทย วิกฤตโควิด 19 ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เนื่องจากมาตรการล็อกดาวน์ทำให้การเดินทางและการท่องเที่ยวของคนไทยภายในประเทศและชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยลดลง ส่งผลให้อุปสงค์การเดินทางและท่องเที่ยวทั้งหมดในประเทศไทยลดลงอย่างมาก ในขณะที่อุปทานการท่องเที่ยวไม่สามารถปรับตัวได้ทันกับวิกฤตที่เกิดขึ้น ทำให้ภาคธุรกิจการท่องเที่ยวต้องลดราคาการให้บริการลง ตลอดจนการลดเที่ยวบินหรือการเดินรถที่มีจำนวนผู้ใช้บริการไม่คุ้มค่า หรือการลดเงินเดือนค่าจ้างหรือการเลิกจ้างพนักงานที่ทำงานในภาคธุรกิจที่ต้องหยุดการให้บริการเพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่าย ซึ่งถือเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อประคับประคองให้ธุรกิจสามารถดำเนินผ่านพ้นช่วงวิกฤตนี้ไปได้

ความสำคัญของการท่องเที่ยวต่อระบบเศรษฐกิจไทย

          อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวถือเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยจากข้อมูลจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยในปี 2562 มีจำนวนเกือบ 40 ล้านคน โดยมีการใช้จ่ายเงินไปกับการท่องเที่ยวเป็นจำนวนถึง 1.9 ล้านล้านบาท[5] เป็นร้อยละ 18 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)[6] เลยทีเดียว นอกจากนี้ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวยังมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจยิ่งขึ้นเมื่อพิจารณาปัจจัยเชิงมูลค่าเพิ่ม (Value Added) และการเพิ่มอัตราการจ้างงานในประเทศ

บทบาทของกรมศุลกากรกับการท่องเที่ยว

กรมศุลกากรมีหน้าที่ความรับผิดชอบในการควบคุมและจัดเก็บภาษีอากรสินค้าหรือของที่นำเข้ามาในและส่งออกไปนอกราชอาณาจักร และเพื่อให้การจัดเก็บภาษีอากรเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด จึงต้องกำหนดขั้นตอนการนำของเข้าและส่งของออกตลอดจนความรับผิดในค่าภาษีอากรและสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรต่าง ๆ โดยคำนึงถึงพันธกรณีตามกรอบความตกลงระหว่างต่าง ๆ ที่ประเทศไทยได้เคยรับเอาไว้แล้ว ด้วยเหตุนี้ กรมศุลกากรจึงได้กำหนดให้มีการปฏิบัติพิธีการศุลกากรสำหรับของติดตัวผู้โดยสารขึ้น เพื่อให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยสามารถนำของติดตัวเข้ามาในประเทศได้อย่างถูกต้อง ซึ่งได้กำหนดเอาไว้ตามมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ซึ่งยกเว้นการยื่นใบขนสินค้าสำหรับของติดตัวผู้โดยสารเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

การเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการของกรมศุลกากร : แอปพลิเคชัน Duty Fair

ด้วยความเจริญก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ประกอบกับรูปแบบการติดต่อสื่อสารที่ทันสมัยผ่านโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ผู้เขียนจึงมีแนวคิดในการนำเสนอแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจปล่อยผู้โดยสารและการตรวจค้นหีบห่อสัมภาระที่ผู้โดยสารนำติดตัวเข้ามา โดยการพัฒนาแอปพลิเคชัน Duty Fair ขึ้นเพื่อให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติสามารถสำแดงข้อมูล Passenger Declaration ผ่านแอปพลิเคชันดังกล่าว ซึ่งสามารถสรุปรูปแบบการทำงานได้ ดังนี้

 

 

Duty Fair Functions

การทำงาน

ผลลัพธ์/เป้าประสงค์

1

การลงทะเบียนผู้ใช้งาน

ลงทะเบียนเข้าใช้งานและกำหนดชื่อผู้ใช้งานและรหัสผ่าน

เพื่อเก็บข้อมูลนักท่องเที่ยว

ซึ่งประกอบไปด้วย ชื่อ ที่อยู่หรือสถานที่พำนัก หมายเลข Passport หมายเลขบัตรประชาชน หมายเลขโทรศัพท์ ฯลฯ

2

การพิจารณาการยกเว้นอากร

ขาเข้าของใช้ส่วนตัวล่วงหน้า

1. หลังจากลงทะเบียนและเข้าใช้งานแล้ว ผู้ใช้งานสามารถสำแดงข้อมูลของใช้ส่วนตัวที่จะนำเข้ามาพร้อมกับตนในวันที่จะเดินทางมาถึงประเทศไทย โดยระบุเที่ยวบินที่จะเดินทางเข้ามาในประเทศ รายละเอียดและราคาของของใช้ส่วนตัวโดยสังเขป พร้อมถ่ายรูปของดังกล่าวประกอบ และบันทึกข้อมูลดังกล่าวเข้ามาในระบบ

2. เจ้าหน้าที่จะดำเนินการพิจารณาข้อมูลในระบบล่วงหน้าเพื่อสิทธิการยกเว้นอากร หากพบว่าข้อมูลถูกต้องก็จะออกQR Code เพื่อใช้สิทธิช่อง Golden Lane ในวันที่เดินทางถึงสนามบินในประเทศไทย

หมายเหตุ : หากในภายหลังพบว่า ข้อมูลดังกล่าวมิใช่ข้อมูลที่แท้จริง ผู้ใช้งานต้องรับผิดชอบต่อค่าภาษีอากรตลอดจนความผิดที่อาจเกิดขึ้นทั้งหมด

เพื่อจูงใจให้นักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้ามาในประเทศไทยสำแดงข้อมูลของใช้ส่วนตัวที่จะนำเข้ามาพร้อมกับตนล่วงหน้า เพื่อให้ได้รับสิทธิยกเว้นการตรวจผ่าน Golden Lane ซึ่งอาศัยเพียงการสแกน QR Code เพื่อออกจากช่องการตรวจ (คล้ายกับระบบ Fast Track ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ) ซึ่งสะดวกและรวดเร็วกว่าการเข้าช่องเขียวหรือช่องแดง

3

การประเมินอากรปากระวางล่วงหน้า

จากข้อมูลในข้อ 2 หากเจ้าหน้าที่พิจารณาข้อมูลในระบบล่วงหน้าแล้วพบว่า เป็นของต้องเสียอากร เจ้าหน้าที่จะดำเนินการประเมินอากรปากระวางล่วงหน้า และแจ้งยอดอากรปากระวางล่วงหน้าเพื่อให้ผู้ใช้งานดำเนินการชำระอากรผ่านระบบ e-Payment

เพื่อตอบสนองต่อทิศทางการค้าในรูปแบบ e-Commerce ซึ่งในหลายกรณีมักอาศัยการนำเข้าสินค้าผ่านทางของติดตัวผู้โดยสาร และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการพิจารณาและการจัดเก็บอากรปากระวางให้เป็นไปด้วยความถูกต้อง ยุติธรรม และเพื่อเพิ่มภาพลักษณ์ด้านความโปร่งใสให้แก่กรมศุลกากร

4

การชำระอากรปากระวางล่วงหน้า

ผ่านระบบ e-Payment

จากข้อ 3 ผู้ใช้งานสามารถชำระอากรล่วงหน้าผ่านระบบ e-Payment ได้ทุกที่ทุกเวลา โดยหลังจากได้ชำระค่าอากรปากระวางเรียบร้อยแล้ว ระบบจะออกใบเสร็จการชำระอากรปากระวางให้ผ่านแอปพลิเคชันซึ่งสามารถบันทึกหรือส่งต่อข้อมูลใบเสร็จดังกล่าวได้อีกด้วย นอกจากนี้แอปพลิเคชันจะออก QR-Code ให้แก่ผู้ใช้งาน เพื่อใช้สิทธิช่อง Golden Lane ในวันที่เดินทางถึงสนามบินในประเทศไทย

เพื่อเพิ่มความสะดวกรวดเร็ว และเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้ให้แก่กรมศุลกากร

5

การเชื่อมโยงระบบ X-Ray

คร่อมสายพาน และระบบบริหารความเสี่ยงผู้โดยสาร

จากข้อ 2 และ 3 ผู้ใช้งานสามารถสำแดงข้อมูลของใช้ส่วนตัวที่จะนำเข้ามาพร้อมกับตนได้ล่วงหน้า โดยข้อมูลนี้จะถูกนำมาตรวจสอบเทียบกับภาพ X-Ray หีบห่อสัมภาระของผู้โดยสารรายดังกล่าว ว่าถูกต้อง ครบถ้วน แท้จริงหรือไม่ โดยหากพบความผิดปกติ เจ้าหน้าที่จะดำเนินการติดแท็ก (Baggage Tag) เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดำเนินเปิดตรวจสิ่งของที่อยู่ข้างในว่าตรงตามข้อมูลในระบบหรือไม่

การสำแดงข้อมูลล่วงหน้าผ่าน Duty Fair จะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถคัดกรองข้อมูล ประเมินความเสี่ยง และกำหนดมาตรการทางศุลกากรได้ล่วงหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังช่วยลดภาระงานในส่วนของผู้โดยสารที่ไม่มีความเสี่ยง (ยื่นข้อมูลถูกต้องตรงกับภาพ X-Ray) เพื่อมุ่งเน้นไปยังกลุ่มนักท่องเที่ยวที่สำแดงข้อมูลมาไม่ถูกต้องหรือมิได้สำแดงข้อมูลล่วงหน้า

6

การตรวจปล่อยผู้โดยสารด้วยระบบอัตโนมัติ (ช่อง Golden Lane)

เพื่อให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยได้รับความสะดวกสบาย แอปพลิเคชัน Duty Fair จึงถูกออกแบบให้สามารถใช้ตรวจปล่อยผู้โดยสารแบบอัตโนมัติผ่านช่อง Golden Lane

เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการของกรมศุลกากร และตอบสนองต่อวิถี New Normal เพื่อลดการสัมผัสระหว่างเจ้าหน้าที่และนักท่องเที่ยว ณ ช่องเขียวและช่องแดง ภายใต้สถานการณ์วิกฤต Covid 19 ในปัจจุบัน

 

 

 

 

[1] Simon Kennedy (2020), Harvard’s Reinhart and Rogoff Say This Time Really Is Different, Bloomberg, 18 May

[2] Brinca, Pedro, Joao B. Duarte and Miguel Faria-e-Castro (2020), Is the COVID-19 Pandemic a Supply or a Demand Shock?, Economic Synopses, Federal Reserve Bank of St. Louis, 20 May

[3] Gopinath, Gita (2020), The Great Lockdown: Worst Economic Downturn Since the Great Depression, IMF Blog, 14 April

[4] Triggs, Adam and Homi Kharas (2020), The Triple Economic Shock of COVID-19 and Priorities for An Emergency G-20 Leaders Meeting, Future Development, The Brookings Institution, 17 March

[5] ศูนย์วิจัยด้านตลาดการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, รายรับจากการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างประเทศ, เข้าถึงเมื่อ 21 กันยายน 2563 จาก https://intelligencecenter.tat.or.th

[6] ฐานข้อมูลเครื่องชี้เศรษฐกิจมหภาคของไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย, เข้าถึงเมื่อ 21 กันยายน 2563 จาก https://www.bot.or.th/

23 มีนาคม 2564

ผู้ชม 27 ครั้ง

Engine by shopup.com