NEW NORMAL FOR LOGISTICS PROVIDER

หมวดหมู่: LOGISTICS

 

            จากข้อมูลผู้ติดเชื้อ COVID-19 ในประเทศไทยที่ไม่มีผู้ติดเชื้อภายในประเทศ 23 วันติดต่อกันมา (ณ วันที่ 17 มิถุนายน 2563) ผู้ที่ติดเชื้อใหม่เป็นในส่วนของคนไทยที่เดินทางกลับจากต่างประเทศและเข้ากักตัวในสถานกักตัวของรัฐเท่านั้น อีกทั้งจากข้อมูล PEMANDU Associates (https://covid19.pemandu.org/) ได้ประเมินอันดับประเทศที่ฟื้นคืนสู่สภาพปกติจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 (Ranking of Countries by Recovery Index) ประเทศไทยได้รับการประเมินในลำดับที่ 2 ของโลก เป็นรองเพียงประเทศออสเตรเลียเท่านั้น แต่ดัชนีความรุนแรงของการแพร่ระบาดในประเทศไทยต่ำกว่าประเทศออสเตรเลีย เป็นรองแค่ไต้หวันเท่านั้น

Rank

Country

Recovery Rating

Recovery Index

Severity Rating

Severity Index

Continent

1

Australia

5

86.30

1

12.46

Oceania

2

Thailand

5

83.24

1

11.00

Asia

3

Denmark

5

81.86

3

55.14

Europe

4

Taiwan, ROC

5

79.54

1

10.87

Asia

5

South Korea

5

79.32

1

15.22

Asia

6

New Zealand

5

79.01

1

15.44

Oceania

7

Lithuania

5

77.14

1

25.59

Europe

8

Latvia

5

76.33

1

21.10

Europe

9

Slovenia

5

76.06

2

30.78

Europe

10

Iceland

5

75.94

4

64.02

Europe

 

อย่างไรก็ตาม การใช้ชีวิตต้องเปลี่ยนแปลงจากที่เดิม ซึ่งคนต้องเกิดการปรับตัวตามวิถีชีวิตใหม่ (New Normal) ใช้หน้ากากปิดส่วนจมูกและปาก Face Shield รักษารักษาห่าง ล้างมือด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์ การทำงานด้วยระบบออนไลน์มากขึ้น และลดจำนวนคนในการประชุม/สัมมนา/การเรียน กิจกรรมต่าง ๆจะมีการเปลี่ยนแปลงจากที่เคยปฏิบัติมา ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัวเพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจภายใต้วิถีชีวิตใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการนำเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology; IT) และการบริการส่งสินค้า (Delivery services) มาใช้ในการธุรกิจ

ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ (Logistics Service Providers) เป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เนื่องจากเป็นผู้ส่งมอบสินค้าและบริการจากเจ้าของสินค้าหรือผู้ขายไปยังผู้บริโภคหรือผู้ซื้อ สามารถกล่าวได้ว่าบุคลากรที่ปฏิบัติงานด้านโลจิสติกส์เป็นผู้ที่มีโอกาสสูงในการติดต่อกับผู้คน ดังนั้น ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ต้องปรับรูปแบบปฏิบัติการให้สอดรับกับวิถีชีวิตใหม่ โดยผู้เขียนขอนำเสนอหลัก 4S (S-Standard, S-Safety, S-Speed, และ S-Satisfaction) มาใช้ในการดำเนินธุรกิจ

  1. S-Standard รูปแบบปฏิบัติการโลจิสติกส์ต้องเปลี่ยนแปลงจากที่เคยปฏิบัติมา อีกทั้งมาตรฐานการปฏิบัติงาน ไม่ว่าจะเป็น Work Instructions, Work Procedures และ Work Assessment ซึ่งควรรวมทุกกิจกรรมโลจิสติกส์ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยเฉพาะกิจกรรมที่ต้องติดต่อกับคน นั่นคือกิจกรรมการขนส่ง บุคลากรที่ปฏิบัติงานต้องปรับรูปแบบ ขั้นตอน อุปกรณ์ และบุคลิกภาพ กิจกรรมการขนส่งที่เกิดขึ้นมากในช่วงวิกฤติ COVID-19 คือการจัดส่งสินค้าอาหารถึงผู้บริโภค (ด้วยรถจักรยานยนต์) พนักงานจัดส่งต้องมีความเข้าใจในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) เนื่องจากผู้ซื้อจะสั่งซื้อสินค้าผ่านแอพพลิเคชั่น และต้องจัดส่งสินค้า(อาหารพร้อมบริโภค)ให้มีคุณภาพที่ไม่เปลี่ยนแปลง นอกจากนั้นแล้วกิจกรรมคลังสินค้า เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ต้องเปลี่ยนแปลงตั้งแต่การรับเข้า การเก็บรักษา จนถึงการจ่ายออก กิจกรรมนี้ที่ยังใช้คนในการทำงานเป็นหลักจะได้รับผลกระทบมากกว่ากิจกรรมที่ใช้เทคโนโลยี ด้วยเหตุที่เทคโนโลยีจะใช้คนในการทำงานน้อยกว่า (Social Distancing) อีกหนึ่งกิจกรรมที่มีส่วนเกี่ยวข้องคือ บรรจุภัณฑ์ จะเป็นกิจกรรมที่สร้างความมั่นใจ/เชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค(ผู้ซื้อ)

โลจิสติกส์สินค้าแช่เย็นเป็นกิจกรรมที่เปลี่ยนแปลงเป็นการบริการรายย่อยมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น มีการจัดส่งสินค้าอาหารทะเลพร้อมบริโภคข้ามจังหวัด การให้บริการจะเริ่มจากการสั่งซื้อด้วยระบบออนไลน์ ผ่านแอพพลิเคชั่น ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ต้องให้ความรู้กับพนักงานจัดส่งในด้านการใช้งานแอพพลิเคชั่น และการดูแลสินค้าที่มีคุณลักษณะพิเศษเฉพาะ พนักงานเตรียมสินค้าต้องบรรจุสินค้าในลักษณะรักษาความเย็น การควบคุมเวลาการจัดส่ง และการส่งมอบสินค้าที่ต้องตรวจสอบได้ กระบวนการทั้งหมดต้องได้รับการปรับมาตรฐานให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลง ได้แก่ การแต่งกายของพนักงานที่เป็นไปตามสุขลักษณะ การนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาในระบบปฏิบัติการ การบรรจุภัณฑ์ที่สามารถรักษาคุณภาพสินค้าได้ และที่สำคัญ KPI ต้องเปลี่ยนแปลงจากที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

  1. S-Safety (Hygiene) เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่มีความสำคัญในการปฏิบัติงานโลจิสติกส์ ทั้งผู้ปฏิบัติงานและอุปกรณ์ต้องได้รับการตรวจสอบว่ามีความปลอดภัยและไม่ติดเชื้อ COVID-19 ดังนั้นขั้นตอนการทำงานต้องสร้างความมั่นใจที่ไม่เป็นการกระจายเชื้อ COVID-19 จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ชุดแต่งกายของพนักงานโลจิสติกส์ต้องมีความสะอาด มีอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลที่เพียงพอ (หน้ากากผ้า) การรักษาระยะห่างในการส่งมอบ (หากจำเป็นควรมีอุปกรณ์ป้องกัน ทั้งผู้ส่งมอบและผู้รับ) และต้องปฏิบัติตามมาตรการที่ออกมาอย่างเคร่งครัด
  2. S-Speed ความรวดเร็วเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการทำงานภายใต้วิกฤตินี้ แต่ความเร็วที่กล่าวถึงจะเป็นความเร็วในการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค (ผู้ซื้อ) มากกว่าความเร็วในการขับรถ (ซึ่งต้องปฏิบัติตามกฎหมายจราจร) แต่ความเร็วในการตอบสนองความต้องการ ทั้งตอบรับคำสั่งซื้อ ขั้นตอนการบริการที่ต้องกระชับขึ้น วิธีการชำระเงินที่ควรนำระบบ e-money มาใช้ในการปฏิบัติการ การตรวจสอบสถานะคำสั่งซื้อ เป็นต้น
  3. S-Satisfaction การสร้างความพึงพอใจต่อการใช้บริการและสินค้า เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เกิดการซื้อซ้ำ หรือการใช้บริการซ้ำ จนเกิดเป็นลูกค้าประจำ ดังนั้นผู้ให้บริการโลจิสติกส์ในทุกขั้นตอนต้องตระหนักถึงคุณภาพการบริการ และปฏิบัติตามแนวทางที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด อย่าละเลยเพราะใช้ความเคยชินในการปฏิบัติงาน อาทิเช่น ไม่สวมหน้ากากผ้า ไม่รักษาความสะอาดส่วนบุคคล เป็นต้น

ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น ปัจจัยที่สำคัญสำหรับการปฏิบัติงานโลจิสติกส์ คือ สารสนเทศ (Information) ซึ่งต้องทำให้การเข้าถึงเป็นได้ง่าย มีความแม่นยำ และเป็นข้อมูลที่มีความทันสมัย เพื่อทำให้การวางแผนปฏิบัติการมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล

อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ

30 ตุลาคม 2563

ผู้ชม 165 ครั้ง

Engine by shopup.com